Thinking
สัพเพ สังขารา ทุกขา สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
ถ้าเราเดินเข้าไปในห้องมืดๆคนเดียวยามค่ำคืน
อยู่ๆก็ได้ยินเสียงแปลกๆมากระทบหูเรา มีไอเย็นมาสัมผัสกายเรา
ความคิดของเรา ก็คิดไปไหนต่อไหนแล้ว
สิ่งต่างๆที่เราคิดนั้น เรารู้หรือไม่ว่าผีมีหรือไม่มี
ทันทีที่เราคิด เราจะกลัว กลัวสิ่งที่เราไม่รู้ หรือกลัวความคิดของเรา
จริงหรือไม่ที่เรากลัวผี จริงๆแล้วเราดันกลัวความคิดที่ปรุงแต่งอย่างไม่รู้ของเราเองเสียมากกว่า
ใครคิดดี ก็ปรุงแต่ง สิ่งดีๆ
ใครคิดไม่ดี ก็ได้แต่ปรุงแต่งสิ่งที่ไม่ดีออกมา
แต่เมื่อเราเปิดไฟในห้อง เราจะเห็นว่าในแสงสว่างไม่มีสิ่งที่เราคิด เรากลับเห็นว่ามีไอเย็น ๆผ่านมาจากช่องแอร์มาสัมผัสกายเรา มีเสียงลมจากข้างนอกกระทบกับหน้าต่างห้อง เราก็จะรู้สึกเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเราเห็นจริง
การเห็นจริงก็คือปัญญา แสงสว่าง ทำให้เราตื่นจากความกลัว
ความกลัว จัดเป็นอารมณ์หนึ่ง
เช่นกันไม่ว่าเหตุการณ์อะไรก็ตามเมื่อเราปรุงแต่ง ก็จะนำไปสู่การเกิดอารมณ์ต่างๆได้ เช่น อารมณ์หึงหวง อารมณ์อิจฉาริษยา อารมณ์โกรธ ดีใจ เสียใจ
อารมณ์เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากการคิดปรุงแต่ง ถ้าขณะนั้นเรามีอวิชชาเข้าครอบงำ เราคิดปรุงแต่งโดยที่ไม่รู้เท่าทันความจริง เราก็จะเกิดความทุกข์เกิดขึ้น
เมื่อใด เราใช้สัมผัสทั้งห้า เข้ามาเหนือสติและปัญญา ผลก็คือ เราจะเกิดการปรุงแต่งสิ่งต่างๆที่จะนำไปสู่ความทุกข์ได้( คำว่า สังขาร ในทางธรรม หมายถึง การปรุงแต่ง)
สรุปก็คือ
สังขารเหล่านั้นก็นำไปสู่ ความทุกข์ได้ ถ้าเราไม่เจริญสติปัญญา ในเรื่องที่เราปรุงแต่งออกมา
สำคัญอยู่ที่เมื่อเราปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆออกมา เราก็ได้แต่ทุกข์ในใจเรา คนอื่นไม่ได้ทุกข์ไปกับเราด้วยสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากตัวเราคิดเอง เออเองไปหมด ภาษาธรรมเค้าเรียกว่า อุปทาน
อุปาทาน ในความหมายทั่วๆไป แปลว่า ความคิดที่คิดเอาเอง
และการที่เราเฝ้าคิด, เฝ้านึกถึง อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง,
อาการที่"เฝ้า"นั่นแหละ คือ อาการแห่งความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งก็คือ
ความหมายของ
อุปาทาน ใน ภาษาธรรม
นี่แหละ เค้าถึงเรียกกันว่า ทุกข์อยู่ใจเรา ของจริง

